แสงแดด ของดีจากธรรมชาติช่วยป้องกัน "โรคกระดูกพรุน"
กระดูก" คือโครงสร้างหลักของร่างกาย นอกจาก "แคลเซียม" แล้ว "วิตามินดี" ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความแข็งแรงของกระดูก หากได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียม ซึ่งเป็นธาตุที่สำคัญต่อกระดูกได้ นี่เองคือที่มาของการเกิด "โรคกระดูกพรุน"
รศ.น.พ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร หัวหน้าหน่วยต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็นทีมแพทย์ไทยที่ได้นำผลการวิจัยเรื่องความชุกของการพร่องวิตามินดีในผู้หญิงไทย ไปนำเสนอในการประชุมสัมมนา European Symposium on Calcified Tissues (ECTS) ครั้งที่ 33 ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ได้ชี้ให้เห็นว่าภาวะกระดูกพรุนมักเกิดกับผู้หญิงสองในสาม หรือร้อยละ 64 ของผู้หญิงวัยหมดระดูทั่วโลก เนื่องจากได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ อีกทั้งประเทศที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในบริเวณเส้นศูนย์สูตร จะพบการขาดวิตามินดีมากกว่าประเทศที่อยู่ในแถบเส้นศูนย์สูตร
"ปัญหากระดูกพรุนเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดมากขึ้นทุกปี เมื่อมีโรคกระดูกพรุน ปัญหาต่อไปที่จะตามมาคือกระดูกหัก ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ เป็น สังเกตจากคนแก่อายุ 60-70 ปีขึ้นไป หลังจะค่อมซึ่งเราเคยเชื่อว่าคนแก่หลังจะค่อมตามธรรมชาติ จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย! นั่นเพราะเขาเป็นโรคกระดูกพรุน!! เราพยายามส่งเสริมให้ทุกคนหันมากินแคลเซียม ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันการเกิดโรคกระดูพรุน แต่แคลเซียมอย่างเดียวคงจะไม่เพียงพอ ต้องได้รับวิตามินดีด้วย" รศ.น.พ.สมพงษ์ แจกแจงโรคดังกล่าว
หากเด็กขาดวิตามินดี จะทำให้กระดูกโค้งงอ กร่อน และบาง จนทำให้เป็นโรคกระดูกอ่อนไม่โต โดยเฉพาะเด็กที่เกิดในประเทศเขตเมืองหนาว เพราะเด็กเหล่านี้จะไม่เจอกับแสงแดด เนื่องจากหน้าหนาวฟ้าจะหม่นถูกปกคลุมไปด้วยหมอก โอกาสที่จะเกิดโรคนี้จึงมีมาก แต่ปัจจุบันโรคนี้เกิดได้จากกรรมพันธุ์ ผู้ใหญ่ที่อยู่ในภาวะนี้ จะมีอาการปวดกระดูก กล้ามเนื้อไม่มีแรง กระดูกหักง่าย หากได้รับการรักษาโดยการให้วิตามินดีเสริมเพียง 3 เดือน ก็สามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติได้
เป็นที่รู้กันดีว่าคนส่วนใหญ่มักจะได้รับ "วิตามินดี" จากแสงแดด มากกว่าการรับประทานอาหาร แม้ประเทศไทยจะอยู่ในเขตเมืองร้อนมีแสงแดดเกือบทั้งปี แต่คนไทยยังขาดวิตามินดี เนื่องจากแสงแดดที่ร้อนแรง ทำให้ทุกคนพยายามหลบแดด และค่านิยมที่ชอบผิวขาว จึงหันมาใช้ครีมกันแดดหรือไวท์เทนนิ่งกันมากขึ้น
"ผมไม่ปฏิเสธว่าแสงแดดทำให้ผิวของเราเหยี่ยวย่น ทำให้ผิวหนังเราเสื่อมเร็วกว่าปกติ แต่การออกแดดเพียง 10-15 นาทีต่อวัน ก็เพียงพอต่อการได้รับวิตามินดีแล้ว และขึ้นอยู่กับพื้นที่ผิวหนังที่โดนแสงแดดด้วย หากเราตากแดดเกิน 15 นาที ร่างกายจะมีกลไกป้องกันตัวเอง โดยเมลานินใต้ผิวหนังจะทำหน้าที่บล็อกแสงโดยธรรมชาติ ฉะนั้น อัตราการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจะเจอน้อยกว่าอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุน" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อมไร้ท่อ กล่าว
วิตามินดีนอกจากจะได้จากแสงแดดแล้ว ยังอยู่ในรูปแบบของอาหาร ปัจจุบันมักพบวิตามินดีในน้ำมันตับปลา สัตว์ทะเลที่มีไขมันมาก ไข่ปลา ไข่ปู แต่ข้อเสีย คือ อาหารเหล่านี้จะมีไขมันมาก วิตามินดีจะละลายในไขมัน หากได้รับไขมันเกินความต้องการจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ส่วนวิตามินเสริมหากได้เกินความต้องการของร่างกาย จะทำให้แคลเซียมในเลือดสูงมีอาการซึม ปัสสาวะบ่อย ไม่มีสติ และอ่อนเพลีย แม้ว่าแคลเซียมจะมีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรง แต่ยังคงต้องอาศัยวิตามินดีเป็นตัวดูดซึมแคลเซียมเข้าไปด้วย
"โรคกระดูกพรุนเราจะพบในผู้ป่วยผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้ชายจะโชคดีที่มีต้นทุนกระดูกมากกว่าผู้หญิง เมื่อเทียบอายุของการขาดวิตามินดี ผู้หญิงจะพบโรคนี้ในคนอายุ 70 ปีขึ้นไป แต่ผู้ชายจะพบในอายุ 75 ปี เพราะมวลกระดูกของผู้ชายจะสูงกว่าในวัยหนุ่มสาว แล้วผู้หญิงมีภาวะของการขาดประจำเดือน ทำให้การขาดวิตามินดีเริ่มเร็วขึ้น สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ยิ่งต้องการวิตามินดีมากกว่าปกติ จากเดิมที่ต้องการวิตามินดี 100-400 ยูนิตต่อวัน ต้องเพิ่มเป็น 600 ยูนิตต่อวัน"
ปัจจุบันเราพบโรคนี้ในคนวัย 60 ปีขึ้นไป แต่เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเมืองเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน เช่น การออกกำลังกายในร่ม การจำกัดอาหาร และค่านิยมที่ว่าผิวขาวดีกว่าผิวคล้ำ อัตราเสี่ยงเหล่านี้จะส่งผลให้อนาคตโรคกระดูกพรุนอาจเกิดขึ้นกับมนุษย์ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป
รศ.น.พ.สมพงษ์ ยังกล่าวถึงผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ นอกจากจะเกิดจากพันธุกรรมแล้ว ผู้ที่ไม่ชอบดื่มนม และผู้ป่วยที่ต้องกินยาประเภทสเตียรอยด์เป็นประจำ อาจจะทำให้เกิดโรคนี้ได้ง่าย หากใครที่รู้ว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงเหล่านี้ อายุประมาณ 40-50 ปี ควรจะไปขอตรวจมวลกระดูก เพื่อป้องกันโรคนี้เอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ
"แสงแดด" มีข้อดีแบบนี้ จะรอช้าทำไม?!! สลัดผ้าโชว์ผิวรับลมร้อนกันเลยดีกว่า สาวผิวสีอาจจะถูกสเปคหนุ่มหน้ามนเข้าก็ได้นะคะ
ข้อมูลจาก
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
Home | Beauty
| Fashion | Health
| Nutrition |Samunpai
| Fitness |
Horoscop | Love | Star
| Food | Tour |
Question |Webboard
| Link |
ติดต่อโฆษณา/Advertising
ได้ที่คุณนวพรรณ เมล์มาที่ naeko22@hotmail.com
ดูราคาได้ ที่นี่
Copyright (c) 2002-2003 Thaihealth.info .com All right reserved.
Contact us at Webmaster
Best view with IE4.0 and their higher version in
800x600 pixels
เกร็ดความรู้
สารพิษในกะหล่ำปลี
ในกะหล่ำปลีดิบจะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน(Goibrogen) ซึ่งเป็นสารที่จะไปกันไม่ให้ต่อมไทยรอยด์จับไอโอดินไปสร้างเป็นฮอร์โมนไทร๊อกซิน(Thyroscine) ได้ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ จะทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอก แต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายได้ด้วยการต้ม จึงควรรับประทานกะหล่ำปลีสุกจะดีกว่ากะหล่ำปลีดิบ
ที่มา: หนังสือความรู้ คู่บ้าน โดย พรรณิภา ต่วนโสภณ