เวปไซต์เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยเพื่อคนไทย "You are what you eat =
เวปไซต์เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย
กำจัดไขมัน 3-10 กิโล สะโพก ขา หน้าท้อง ตามหลักการแพทย์ ผอมถาวร!! ไม่ต้องใช้ยา!! เพื่อสุขภาพที่ดี
((ติดต่อโฆษณากับ Thaihealth.info คลิกอ่านรายละเอียดจากที่นี่ค่ะ ))
ปรับปรุงล่าสุด ! Tue, 8 March, 2005 11:06 PM ขณะนี้มีผู้

หน้าแรก

>> กรุณาคลิก <<
เพื่อสนับสนุนสปอนเซอร์

คิดว่าอยากเปลี่ยนตัวเองแล้วหรือยัง แก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่จะสาย เกินไป คลิกดูสิคะ!!!!





 

 

 


 

อ้วนอิจฉาผอม แต่ผอมอยากอ้วน

 
ดิฉันได้รับคำถามมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ว่า "รู้สึกว่าตัวเองผอม กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน สาเหตุเกิดจากอะไร และควรกินอย่างไรถึงจะอ้วนค่ะ"

ก่อนอื่นเราควรประเมินน้ำหนักให้แน่ใจว่าผอมจริงหรือไม่ โดยหากเป็นผู้ใหญ่ เรามักนิยมใช้ค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) เป็นเกณฑ์ประเมิน ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสูตรดังนี้

ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)

(ส่วนสูง)2 (เมตร2)

ตารางแสดงการแปลผลค่าดัชนีมวลกาย

ระดับค่าดัชนีมวลกาย การแปลผล


1. ดัชนีมวลกายน้อยกว่า18.5 กิโลกรัม/ตารางเมตร น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์หรือรูปร่างผอม

2. ดัชนีมวลกาย 18.5-22.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือรูปร่างสมส่วน

3. ดัชนีมวลกาย 23-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือรูปร่างท้วม

4. ดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร โรคอ้วน

ถ้าคำนวณแล้วพบว่า ดัชนีมวลกายได้น้อยกว่า 18.5 กิโลกรัม/ตารางเมตร แสดงว่าคุณน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ แต่อย่าเพิ่งดีใจไปนะคะว่า ผอมแน่ๆ เราควรประเมินโดยการวัดอัตราส่วนเส้นรอบวงเอวต่อเส้นรอบวงสะโพกร่วมด้วยซึ่งเป็นค่าที่ใช้ในการคาดคะเนมวลไขมันในช่องท้องและไขมันในร่างกายทั้งหมด เนื่องจากบางคนมีรูปร่างผอมแต่กลับมีหน้าท้อง (อ้วนลงพุง) ก็เป็นโรคอ้วนได้เช่นกัน ซึ่งรูปร่างลักษณะนี้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจได้มากกว่าคนปกติ

ค่าอัตราส่วนเส้นรอบวงเอวต่อเส้นรอบวงสะโพกสามารถคำนวณได้จากเส้นรอบวงเอวหารด้วยเส้นรอบวงสะโพก ถ้าผลมีค่ามากกว่าเกณฑ์ แสดงว่าเป็นโรคอ้วนลงพุงค่ะ โดยในปกติผู้ชายเท่ากับ 1 ส่วนผู้หญิงเท่ากับ 0.8 หากคำนวณแล้วปรากฏว่าผอมจริง ควรหาสาเหตุให้ด้วยว่าผอมจากอะไร ซึ่งสาเหตุที่คนผอมกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนนั้นอาจเกิดจาก

ความผิดปกติของยีน

ใช้พลังงานในการทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวและออกกำลังกายมากกว่าสารอาหารที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน

โรคบางชนิด เช่น โรคต่อมธัยรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ โรคพยาธิ เป็นต้น

ยาบางชนิด เช่น ยาฮอร์โมนธัยรอยด์

สูบบุหรี่จัด

การเผาผลาญสารอาหารและพลังงานมากกว่าปกติซึ่งไม่ทราบสาเหตุ

ดังนั้น คุณควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพร่างกาย พร้อมตรวจเลือดวินิจฉัยว่าผอมจากสาเหตุใดเพื่อรักษาได้อย่างถูกต้อง ถ้าเป็นสาเหตุจากกินน้อยไปแต่ใช้พลังงานมากกว่าความต้องการของร่างกายควรพบนักกำหนดอาหารเพื่อให้ช่วยดูแลรูปแบบการกินที่ก่อให้เกิดปัญหาและหาทางปรับเปลี่ยนชนิดและปริมาณอาหารที่กินให้เหมาะสมและอย่างมีสุขภาพดี (ถึงซับ เอารูปข้างล่างนี้ออก)

ปฏิมา พรพจมาน

นักกำหนดอาหาร โรงพยาบาลเทพธารินทร์



ข้อมูลจาก

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

อยากเป็นแบบไหน คุณเลือกได้ หุ่นดีได้ด้วยตัวคุณเอง คลิกดูสิคะ


Home | Beauty | Fashion | Health | Nutrition |Samunpai | Fitness |
Horoscop | Love | Star | Food | Tour | Question|Webboard | Link |



ติดต่อโฆษณา/Advertising
ได้ที่คุณนวพรรณ เมล์มาที่ naeko22@hotmail.com
ดูราคาได้ ที่นี่



Copyright (c) 2002-2003 Thaihealth.info .com All right reserved.
Contact us at Webmaster
Best view with IE4.0 and their higher version in 800x600 pixels

 "ผลลัพธ์ของคุณ คือหัวใจของเรา"
เกร็ดความรู้

ปั้นลูกในท้องให้หัวแหลมได้ แม่กินปลามากเท่าไหร่ยิ่งดี

นักวิทยาศาสตร์พบวิธีช่วยให้สตรีมีลูกที่เฉลียวฉลาดดั่งใจได้ ชั่วเพียงแต่ตอนตั้งท้องกินปลาเป็นอาหารไว้ให้มากๆ เท่านั้น

นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยบริสตัลแห่งอังกฤษได้ความรู้เรื่องนี้ มาจากการศึกษากับทารกที่ถือกำเนิดเมื่อระหว่างปี พ.ศ. 2534-2535 จำนวน 7,400 คน โดยศึกษาถึงอิทธิพลของอาหารที่แม่ของเด็กเหล่านั้นกินขณะตั้งครรภ์ จากการวัดระดับเชาวน์ของเด็ก เมื่อเกิดมาได้ 15 เดือน ในเวลาต่อมา ได้พบว่าระดับเชาวน์ของเด็กจะสูงตามปริมาณมากน้อยของอาหารปลา ที่ผู้เป็นแม่กินเข้าไปเมื่อตอนท้อง

พวกเขาเชื่อว่า คงจะเป็นเพราะกรดน้ำมันโอเมกา-2 และโอเมกา-6 ที่มีอยู่ในปลาพวกที่มีเนื้อมันๆ อาจจะมีสรรพคุณบำรุงสมองลูกน้อย ของพวกแม่ผู้ที่นิยมกินปลาเหล่านั้น.

ข้อมูลจาก

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ