เวปไซต์เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยเพื่อคนไทย "You are what you eat =
เวปไซต์เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย
กำจัดไขมัน 3-10 กิโล สะโพก ขา หน้าท้อง ตามหลักการแพทย์ ผอมถาวร!! ไม่ต้องใช้ยา!! เพื่อสุขภาพที่ดี
((ติดต่อโฆษณากับ Thaihealth.info คลิกอ่านรายละเอียดจากที่นี่ค่ะ ))
ปรับปรุงล่าสุด ! Mon, 9 May, 2005 4:09 PM ขณะนี้มีผู้

หน้าแรก

>> กรุณาคลิก <<
เพื่อสนับสนุนสปอนเซอร์

คิดว่าอยากเปลี่ยนตัวเองแล้วหรือยัง แก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่จะสาย เกินไป คลิกดูสิคะ!!!!




 


 

 

 


 

อันตรายจากภาชนะหุงต้ม
ในครัว..ที่คุณลืมคิด

ในยุคที่ผู้คนตื่นตัวในเรื่องของสุขภาพ สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเราหวาดผวากันมากคือสารพิษปนเปื้อนที่มากับอาหาร แต่สารพิษส่วนหนึ่งที่เราได้รับอาจเกิดขึ้นจากภาชนะในครัวเรือนที่ใช้กันอยู่ทุกวัน

เมื่อหลายปีที่แล้วนักวิจัยได้เตือนผู้บริโภคว่า อะลูมิเนียมอาจมีส่วนที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ทำให้ผู้บริโภคพากันโยนหม้อ กระทะที่ทำจากอะลูมิเนียมทิ้งเป็นจำนวนมาก แต่ข้อมูลการวิจัยในปัจจุบันพบว่าอะลูมิเนียมที่ละลายออกมาปนในอาหารมีปริมาณเพียงเล็กน้อยซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้นการใช้ภาชนะอะลูมิเนียมหุงต้มอาหารจึงค่อนข้างปลอดภัย

ภาชนะที่ทำจากสเตนเลส


เป็นภาชนะที่นิยมใช้รองลงมา สเตนเลสมีส่วนผสมของโลหะหลายชนิด เช่น นิกเกิล โครเมียม เหล็ก และโมลิบเดนัม จากการวิจัยพบว่าภาชนะเครื่องครัวที่ทำจากสเตนเลสอาจให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสเตนเลสมีส่วนผสมของโครเมียมและธาตุเหล็กซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เมื่อนำมาใช้หุงต้มก็จะมีธาตุเหล่านั้นออกมาปะปนในอาหารเพียงเล็กน้อยจึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่กลับให้ประโยชน์ต่อผู้ที่ขาดโครเมียมและธาตุเหล็ก

แต่ขณะเดียวกันสารนิกเกิลอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการของผิวหนังได้ในผู้ที่แพ้นิกเกิล อย่างไรก็ตามนิกเกิลจะละลายออกมาในอาหารที่เครื่องปรุงมีฤทธิ์เป็นกรด เช่น การใช้น้ำส้มสายชูหรือซอสมะเขือเทศ สำหรับคนที่มีอาการแพ้สารนิกเกิลก็อาจจะเลือกใช้ภาชนะสเตนเลสที่เคลือบสารอีนาเมลซึ่งเป็นสารเคมีที่ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยากับอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด


ภาชนะที่ทำมาจากทองแดง

ตอบสนองต่อความร้อนได้ดี แต่ถ้านำมาปรุงอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจะสามารถละลายทองแดงออกมาได้ ทองแดงจะเป็นธาตุที่สำคัญต่อร่างกายในการช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง การได้รับทองแดงในปริมาณเล็กน้อยไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ แต่ถ้าร่างกายได้รับการสะสมทองแดงในปริมาณมากเกินระดับที่ควรมีในเลือด จะทำให้เกิดอาการท้องเสียและอาเจียนจากทองแดงเป็นพิษได้ เพื่อป้องกันปัญหานี้ภาชนะที่ทำจากทองแดงจึงได้รับวิวัฒนาการขึ้นมาด้วยการเคลือบดีบุก แต่ดีบุกที่เคลือบไว้ก็จะมีการเสื่อมไปตามอายุการใช้งาน ฉะนั้นเมื่อใช้ไปนาน ๆก็ควรจะมีการเปลี่ยนใหม่


ภาชนะที่เคลือบสารเทฟลอน

สารชนิดนี้ช่วยป้องกันการติดของอาหาร ทั้งยังทำความสะอาดง่าย และช่วยลดปริมาณไขมันในการปรุงอาหารได้ด้วย เพราะภาชนะหากไม่เคลือบเทฟลอนจะต้องใช้น้ำมันมากขึ้นเวลาผัดหรือทอดเพื่อไม่ให้อาหารติดกระทะ อนึ่งหากมีการลอกหลุดของสารที่เคลือบปะปนกับอาหารก็จะไม่เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เนื่องจากเป็นสารที่ไม่เป็นพิษ ร่างกายไม่สามารถดูดซึมเข้าไปได้และจะถูกขับถ่ายออกมา


ภาชนะเซรามิก

ภาชนะชนิดนี้มีส่วนผสมของสารตะกั่วอยู่ หากมีอยู่ในปริมาณที่มากเกินไปจะเป็นอันตรายได้ เมื่อนำไปใส่อาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด รวมทั้งมีข้อเตือนว่าไม่ควรใช้ภาชนะประเภทนี้กับ กาแฟร้อน ชาร้อน ซุปมะเขือเทศ และน้ำผลไม้เพราะจะทำให้สารตะกั่วละลายออกมาได้

สารตะกั่วเป็นอันตรายต่ออวัยวะและระบบต่างๆของร่างกาย เช่น ตับ ไต ระบบสืบพันธุ์ ระบบหมุนเวียนโลหิตหัวใจ ระบบภูมิต้านทาน และระบบย่อยอาหาร สารตะกั่วจะถูกดูดซึมเข้าไปสะสมอยู่ในอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะในกระดูกจะสะสมปนกับแคลเซียม เพราะร่างกายไม่สามารถจะแยกระหว่างสารตะกั่วและแคลเซียมได้ ถ้าสารตะกั่วสะสมในปริมาณมากจะทำให้เกิดพิษได้ ถ้าเกิดขึ้นในเด็กสารตะกั่วจะทำลายเซลล์สมอง ทำให้สมรรถภาพในการเรียนรู้เสียไป ยับยั้งการเจริญเติบโตทำให้ร่างกายแคระแกรน และตายในที่สุด

ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ภาชนะเซรามิกบรรจุเก็บรักษาอาหาร หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน


ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยในการใช้ภาชนะ

หลีกเลี่ยงการเก็บรักษาอาหารเป็นเวลานานๆ ในภาชนะหุงต้ม เมื่อปรุงอาหารเสร็จแล้ว อาหารที่เหลือควรเก็บไว้ในภาชนะพลาสติกหรือภาชนะที่ทำด้วยแก้ว
ทำความสะอาดภาชนะตามคำแนะนำของผู้ผลิต หลีกเลี่ยงการขัดถูที่จะทำให้ผิวหน้าของภาชนะถลอกหรือหลุดลอก


พลาสติกในครัวเรือนปลอดภัยเพียงใด ?


สารเคมีที่สลายจากพลาสติกสามารถผ่านเข้าไปในอาหารได้ไม่ว่าจะถูกความร้อนหรือไม่ แต่ความร้อนและแสงจะเร่งกระบวนการให้เกิดเร็วขึ้น คำถามที่ตามมาคือสิ่งเหล่านั้นก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในอนาคตได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารประเภทที่ทำลายฮอร์โมน สารประเภทนี้จะรบกวนหรือยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย ลดปริมาณอสุจิ ทำให้เด็กเป็นสาวเร็วกว่าอายุที่ควรและเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

พลาสติกที่สลายตัวสามารถที่จะผ่านเข้าไปปะปนกับอาหาร พบได้มากในภาชนะใช้ใส่อาหารซื้อกลับบ้าน อาหารที่บรรจุในภาชนะประเภทนี้เป็นเวลานานจะมีกลิ่นและรสของพลาสติกชนิดนี้ติดมาด้วย

อาหารประเภทที่เป็นกรดจะดูดซึมสารพลาสติกได้ดีกว่าอาหารชนิดที่เป็นด่างหรือกรดต่ำ ความร้อนสูงๆ เช่นจากเตาไมโครเวฟ และความเย็นจากตู้เย็นสามารถเพิ่มปริมาณการดูดซึมสารพลาสติกเข้าไปในอาหารได้

แม้แต่พลาสติกที่ใช้กับเตาไมโครเวฟก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ อันตรายที่มักเกิดขึ้นคือผู้บริโภคมักใช้ภาชนะพลาสติกที่ไม่ได้ระบุว่าใช้กับตู้อบไมโครเวฟอุ่นอาหาร ทำให้พลาสติกละลายเข้าไปในอาหารและยังทำลายรสชาติของอาหารที่อุ่น



ข้อแนะนำสำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก

เวลาอุ่นอาหารในตู้อบไมโครเวฟ เลือกภาชนะที่ทำจากแก้วหรือเซรามิคแก้ว หลีกการเลี่ยงการใช้ภาชนะพลาสติกแม้จะระบุว่าปลอดภัยในการใช้กับไมโครเวฟ
ไม่ใช้พลาสติกห่ออาหารในการปรุงหรืออุ่นอาหารในตู้อบไมโครเวฟ
อาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือซีสใช้วัสดุประเภทโฟลีเอ็ทธีลีนห่อเพราะไม่มีสารพลาสติก หรือถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นห่อด้วยแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์หรือกระดาษไข
อาหารที่เหลือ เก็บไว้ในภาชนะประเภทที่ทำด้วยแก้ว
ภาชนะพลาสติกที่เก่าชำรุดไม่ควรนำมาใช้ต่อ
เตาไมโครเวฟ


สิ่งที่ผู้บริโภคต้องระวังในการใช้เตาไมโครเวฟ


คือ ภาชนะที่ใช้ใส่อาหารประเภทโลหะ กระดาษอะลูมิเนียม นมบรรจุในกล่องกระดาษที่บุด้านในด้วยอะลูมิเนียม จานชามที่มีขอบเป็นโลหะเงินหรือโลหะทอง ไม่ควรใช้กับเตาไมโครเวฟ โลหะ เช่น ลวดที่ใช้มัดถุงพลาสติกควรแกะออก มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดการติดไฟและอาจเกิดไฟไหม้ภายในตู้อบไมโครเวฟได้



สารรังสีที่รั่วจากเตาไมโครเวฟ มีอันตรายเพียงใด


ปริมาณของสารรังสีที่รั่วจากตู้อบไมโครเวฟค่อนข้างต่ำ และไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะก่อให้เกิดอันตราย สิ่งที่แม่บ้านควรระวังเป็นพิเศษ คือ เมื่อวัสดุตามขอบประตูชำรุดหรือหากมีรอยร้าวและรอยแตก เศษอาหารติดอยู่ตามขอบตู้ทำให้ประตูปิดไม่สนิท หรือ การชำรุดของตู้เนื่องจากการขนย้าย หรือเกิดเปลวไฟภายในตู้จะทำให้มีปริมาณรังสีรั่วมากกว่าระดับปกติซึ่งเป็นอันตรายได้

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใส่เครื่องควบคุมระบบการทำงานของหัวใจ (pacemakers) โดยเฉพาะรุ่นเก่าซึ่งไม่สามารถจะป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากตู้อบไมโครเวฟเหมือนเครื่องควบคุมรุ่นใหม่ ควรอยู่ห่างจากตู้อบไมโครเวฟประมาณ 5 ฟุต และพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ


ที่มา นิตยสาร : Healthandcuisine

อยากเป็นแบบไหน คุณเลือกได้ หุ่นดีได้ด้วยตัวคุณเอง คลิกดูสิคะ

 

Home | Beauty | Fashion | Health | Nutrition |Samunpai | Fitness |
Horoscop | Love | Star | Food | Tour | Question|Webboard | Link |



ติดต่อโฆษณา/Advertising
ได้ที่คุณนวพรรณ เมล์มาที่ naeko22@hotmail.com
ดูราคาได้ ที่นี่



Copyright (c) 2002-2003 Thaihealth.info .com All right reserved.
Contact us at Webmaster
Best view with IE4.0 and their higher version in 800x600 pixels

 "ผลลัพธ์ของคุณ คือหัวใจของเรา"

"สร้างรายได้จากที่บ้านเดือนละ 10,000 - 100,000 บาท ไช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว คุณก็ทำได้ !!!"


เกร็ดความรู้

ระวัง!!! ฟังเพลงเสียงดังทำปอดแย่

ใครชอบฟังเพลงเสียงดังโปรดขยับเข้ามาใกล้ๆ มีรายงานจาก ดร.จอห์น ฮาร์วีย์ โรงพยาบาลเซาท์มีดในบริสทอล ประเทศอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ได้กล่าวว่า อาการปอดล้มเหลวที่เรียกว่า อาการนูโมโทแรกซ์อาจจะมีสาเหตุมาจากการฟังเพลงที่มีเสียงดังๆ ได้หลังจากที่พบว่ามีคนไข้ชายสี่รายเกิดอาการดังกล่าวขึ้นหลังจากอยู่ในคอนเสิร์ต หรือเปิดเพลงฟังในรถส่วนตัวที่มีการติดตั้งเบสเพิ่มกำลังสูงขึ้นเป็น 1,000 วัตต์ ดร.จอร์นสันนิษฐานว่า เสียงดังสนั่นหวั่นไหวนั้นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยแยกในปอด เพราะอากาศและเนื้อเยื่อในปอดจะตอบสนองต่อปฏิกิริยาทางเสียงแตกต่างกัน อาการดังกล่าวส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และชีวิตของผู้ป่วยก็จะตกอยู่ในอันตราย ตามปกติแล้วความเสี่ยงที่จะมีอาการปอดล้มเหลวมักจะมีสาเหตุจากการสูบบุรี่หรืออาการเจ็บป่วยที่ทำให้ผู้ป่วยอ่อนแอลง การเป็นโรคที่เกี่ยวกับปอดอย่างเรื้อรัง หรือการใช้ยาหรือสารที่มีฤทธิ์ระงับความตื่นตัวและยากดประสาท เช่น ยานอนหลับ บาบิทูเรต ยาสลบ หรือแอลกอฮอล์ แต่จากรายงานใหม่นี้คงต้องเพิ่มปัจจัยเสี่ยงเรื่องเพลงดังๆ เข้าไปด้วย เพลง ถ้าฟังในระดับเสียงพอประมาณก็ช่วยให้จิตใจและร่างกายของเราผ่อนคลาย ตัวอย่างก็มีจากดนตรีคลาสสิก หรือดนตรีประกอบเสียงจากธรรมชาติ เช่น น้ำไหล ลมพัด เสียงนก เหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นดนตรีบำบัดได้ แต่ถ้าเป็นเพลงที่มีจังหวะร้อนแรงและเปิดจนดังมากเกินไป ก็เป็นอันตรายอย่างในกรณีนี้ละค่ะ


ที่มา : นิตยสาร ชีวจิต ปีที่ 7 ฉบับที่ 146 1 พฤศจิกายน 2547 หน้า 14