เวปไซต์เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยเพื่อคนไทย "You are what you eat =
เวปไซต์เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย
กำจัดไขมัน 3-10 กิโล สะโพก ขา หน้าท้อง ตามหลักการแพทย์ ผอมถาวร!! ไม่ต้องใช้ยา!! เพื่อสุขภาพที่ดี
((ติดต่อโฆษณากับ Thaihealth.info คลิกอ่านรายละเอียดจากที่นี่ค่ะ ))
ปรับปรุงล่าสุด ! Sat, 19 March, 2005 3:19 PM ขณะนี้มีผู้

หน้าแรก

>> กรุณาคลิก <<
เพื่อสนับสนุนสปอนเซอร์

คิดว่าอยากเปลี่ยนตัวเองแล้วหรือยัง แก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่จะสาย เกินไป คลิกดูสิคะ!!!!


 


 

 

 


.

 

ระวัง! มะเร็งปากมดลูกคุกคาม

ไม่อยากช้ำใจรีบตรวจภายใน รู้ผลไว มีโอกาสหายขาด 85%

"มะเร็งปากมดลูก" เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย พบมากใน ช่วงอายุ 35-50 ปี

ภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก

- สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย ( ต่ำกว่า 18 ปี )

- มีคู่นอนหลายคน สำส่อนทางเพศ

- มีประวัติเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

สัญญาณเตือนภัย"มะเร็งปากมดลูก"

- ในระยะเริ่มแรกอาจไม่มีอาการเลยหรืออาจมีเลือดออกจากช่องคลอดเวลา มีเพศสัมพันธ์

- ประจำเดือนมาผิดปกติ , ตกขาวมีกลิ่น ปริมาณมาก สีผิดปกติ หรืออาจปนเลือด

การป้องกัน

- ตรวจภายในทุก 1 - 3 ปี

- ไม่สูบบุหรี่

- ใช้ถุงยางอนามัยเวลามีเพศสัมพันธ์เพื่อหลีกเลี่ยงโรคติดเชื้อทาง เพศสัมพันธ์

- ไปพบแพทย์ หากมีตกขาวผิดปกติหรือมีเลือดออกผิดปกติจาก ช่องคลอด

หากจะเอ่ยถึง"โรคาพยาธิ"ที่เขย่าขวัญ สั่นประสาท ไล่ทำร้ายทำลายชีวิตคุณผู้หญิงทั่วโลก ในเวลานี้เห็นทีจะไม่มี"จอมเพชฌฆาต"ตัวไหนจะแผลงฤทธิ์ร้ายแรงเท่า"เจ้ามะเร็งปากมดลูก" ( Cancer of Cervix)

จากข้อมูลของ"องค์การอนามัยโลก"( WHO) ระบุว่าในวันนี้"มะเร็งปากมดลูก"ยังคงเป็นภัยคุก คามอันดับหนึ่งสำหรับคุณผู้หญิงทั่วโลก โดยจะพบผู้ป่วยรายใหม่ปีละเกือบ 500,000 คนเสียชีวิตปี ละ 231,000 คน อีกทั้งยังพบว่าผู้โชคร้ายกว่า 80 % ล้วนพำนักอยู่ใน"ประเทศกำลัง พัฒนา"!!!

ขณะที่ในบ้านเราพบว่า"มะเร็งจอมเพชฌฆาต"เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของหญิงไทยเป็น อันดับหนึ่งเมื่อเทียบกับมะเร็งทั้งปวง ในแต่ละปีมันเล่นงานมดลูกหญิงไทยปีละกว่า 6,200 คนหรือ คิดเป็นอัตราป่วยแสนละ 20 คน มีอัตราเสียชีวิตสูงถึงปีละ 3,000 คน!!! เฉพาะค่าเยียวยาโรค ร้ายเฉลี่ยอยู่ที่คนละ 100,000 บาท หากรวมค่าสูญเสียทั้งหมดต่อผู้ป่วย 1 คนจะสูญเงินถึงคนละ 1 ล้านบาทเลยทีเดียว...!!!

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า"มะเร็งปากมดลูก"นับเป็นมฤตยูร้ายที่คุกคาม ทำลายชีวิตผู้หญิง ทั้งในบ้านเราและทั่วโลกอยู่ไม่ใช่น้อยและคงน่าสนใจถ้า"ทีมสกู๊ปแนวหน้า"จะขออาสาพาท่านผู้อ่าน เข้าไปเรียนรู้ถึงอุบัติการณ์แห่ง"มะเร็งร้าย"ตลอดจนหลักปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อ"เจ้ามฤตยู" ที่ล้างผลาญคร่ามดลูกผู้หญิงทั่วโลกอยู่ในขณะนี้

กล่าวสำหรับอุบัติการณ์ของ"มะเร็งปากมดลูก" นพ.ภานนท์ เกษมศานติ์ สูตินรีแพทย์ แผนก สูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลรามคำแหง เคยอธิบายไว้ว่า ถ้าถามว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดจาก อะไร คงไม่มีใครเป็นพหูสูตรพอที่จะให้คำตอบได้ 100 % เพียงแต่มีหลักฐานทางวิทยา ศาสตร์การแพทย์บางประการชวนให้เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับปากมดลูกนั้นน่าจะมาจาก "สารก่อมะเร็ง" ( Carcinogen) บางชนิดที่ปากมดลูกต้องสัมผัสอยู่เสมอ

สารก่อมะเร็งที่ยืนยัน แล้วว่าเกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูกคือ"เชื้อไวรัส HPV" (Human Papilloma Virus) การ เปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อปากมดลูกปกติ ไปเป็นมะเร็งนั้นใช้เวลาเป็นแรมปี(ประมาณ 3-5ปี)ไม่ ใช่แค่วันสองวัน

ดังนั้นหากคุณผู้หญิงได้รับการตรวจภายในประจำปีรับรองได้ว่าต้องพบความผิดปกติก่อนที่ปาก มดลูกจะเป็นมะเร็งแน่นอน อีกทั้งเมื่อพบแล้วการรักษาก็ไม่ยาก แถมหายขาดได้เป็นการชิงจังหวะ ลงมือก่อนไม่ยอมให้ถึงขั้นเป็นมะเร็ง คุณผู้หญิงก็จะปลอดโรคนี้ไปโดยปริยาย และถึงแม้ว่าปากมด ลูกจะเป็นอวัยวะภายในแต่โดยพฤตินัยแล้วเป็นเสมือนอวัยวะภายนอก ที่แพทย์สามารถตรวจได้ละ เอียดโดยไม่ต้องอาศัยวิธีพิเศษใดๆ มาช่วยมากนัก ไม่เหมือนกับอวัยวะภายในอื่นๆ เช่น ตับ ไต ลำไส้ รังไข่ ที่อยู่ในช่องท้องมองก็ไม่เห็น เวลาตรวจร่างกายก็ได้แต่เคาะๆ คลำๆ อวัยวะภายใน เหล่านั้นจึงยากแก่การตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรก พอป่วยกันมาทีก็มักจะเป็นมากแล้วพลอยทำให้ รักษายากไปด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมต่างประเทศที่พัฒนาแล้วจึงพบ"มะเร็ง ปากมดลูก"น้อยกว่าบ้านเราเพราะว่าคนของเขาเอาใจใส่ตัวเองหมั่นมาตรวจร่างกาย ผู้หญิงขยัน มาตรวจภายในประจำปีเมื่อปากมดลูกมีอาการเป็นอะไร เลยไม่ค่อยพบคนเป็นมะเร็งปากมดลูกสัก เท่าไหร่

สำหรับอาการบ่งชี้ว่ามดลูกมีปัญหานั้น นพ.ภานนท์ อธิบายว่าได้แก่อาการมีเลือดออก ตก ขาวหรือปวดในท้องน้อย นอกจากนั้นอาจคลำได้ก้อนเนื้อที่ท้องน้อยหรือมีกิจวัตรที่ผิดปกติไปเช่นการ ถ่ายอุจจาระลำบาก ปัสสาวะบ่อยขึ้นหรือกะปริดกะปรอย จากการที่ก้อนของปากมดลูกและตัวมดลูก โตไปกดทับอวัยวะเหล่านั้น เมื่อตรวจภายในจะพบก้อนเนื้อยื่นออกมาหรือไม่ก็เป็นแผลที่บริเวณปาก มดลูกในระยะแรก

ระยะต่อมาตัวก้อนมะเร็งจะลุกลามมาที่ช่องคลอดหรือบริเวณเนื้อเยื่อด้านข้าง ของคอมดลูก บางครั้งลามไปกดเบียดท่อไตที่ผ่านมาบริเวณข้างเคียง จนทำให้ปัสสาวะจากไตไหล ลงกระเพาะปัสสาวะลำบาก อาจเป็นผลให้กรวยไตหรือตัวไตขยายขนาด เนื่องจากมีการคั่งของปัส สาวะได้ หากเป็นระยะหลังๆ โรคมะเร็งนี้อาจลุกลามหรือกระจายไปที่อวัยวะอื่นๆ ได้ เช่น กระ เพาะปัสสาวะ , ลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง , ปอด , กระดูก ฯลฯ

เมื่อคุณหมอตรวจพบความผิดปกติดังกล่าวที่ปากมดลูกขั้นตอนมาตรฐานที่จำเป็นต้องตรวจเพิ่ม เติมก่อนให้การรักษาจะมีดังนี้คือการนำชิ้นเนื้อจากบริเวณปากมดลูกไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืน ยันว่าเป็นมะเร็ง ตรวจหาระยะที่แน่นอนของโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ โดยการตรวจภายในโดยสูตินรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถ่ายภาพรังสี (เอกซเรย์) ปอด ถ่ายภาพรังสี (เอกซเรย์) หรืออัลตร้าซาวนด์ ตรวจดูไตและท่อไต ตรวจดูความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง โดยศัลย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หลังจากให้การวินิจฉัยและทราบระยะของโรคที่แน่นอนแล้วต่อไปคุณหมอจะแนะ นำแผนการรักษาที่เหมาะสมแก่เจ้าตัวและญาติผู้ใกล้ชิด

โดยมีหลักการรักษาคร่าวๆ คือหากเป็น โรคมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 หมายถึง ตัวโรคมะเร็งยังอยู่กับที่ไม่ลุกลามไปที่ใด คุณหมอมัก แนะนำวิธีการผ่าตัด นอกจากบางรายที่สุขภาพทั่วไปไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัดจริงๆ ในการผ่าตัด คงจำเป็นต้องตัดทั้งตัวมดลูกออกไปพร้อมกับปากและคอมดลูก ส่วนรังไข่อาจเก็บรักษาไว้เพื่อผลิต ฮอร์โมนเพศหญิงต่อไปได้ ทั้งนี้ขึ้นกับอายุและพยาธิสภาพของโรค

นอกจากนี้อาจพิจารณาผ่าตัดเพิ่มเติมเช่นการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน การตัดเนื้อ เยื่อบริเวณด้านข้างของคอมดลูก และการตัดช่องคลอดส่วนที่ติดกับปากมดลูกออกไปเพิ่มโดยจะพิ จารณาเป็นรายๆไปตามลักษณะการลุกลามของโรคเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ในอนาคต

หากเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 2 เป็นต้นไป การรักษาหลักส่วนใหญ่ได้แก่การใช้รังสี รักษา (ร่วมกับเคมีบำบัดในบางกรณี) ซึ่งคุณหมอผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้ทราบอย่างละเอียดผลการ รักษามะเร็งของปากมดลูกขึ้นอยู่กับระยะของโรค ชนิดของโรคมะเร็ง สุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย และ ความร่วมมือในการรักษาเป็นสำคัญ แม้ทางการแพทย์สมัยใหม่ เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า มะเร็ง เหล่านี้มีโอกาสที่จะรักษาไม่หายหรือมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก แต่ด้วยแผนการรักษาที่ก้าวหน้าใน ปัจจุบันโอกาสรักษาจนหายขาดมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเป็นระยะแรกๆเช่น ระยะที่ 1 มีโอกาสหายขาดถึง 85 - 95 % ระยะที่ 2 ลดลงมาหน่อยเหลือ 60 -70 % เป็นต้น

จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า"มะเร็งปากมดลูก"สามารถรักษาให้หายได้ ถ้าพบอุบัติการณ์ แห่งเนื้อร้ายในช่วงเริ่มต้น ดังนั้นคุณผู้หญิงทั้งหลายควรเดินเข้าไปหาคุณหมอตรวจมะเร็งปากมดลูก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะไม่แน่ว่าบางที"จอมทำลายมดลูก" อาจกำลังจ้องเล่นงานคุณอยู่ !!!

ที่มาและภาพประกอบจาก

 

หนังสือพิมพ์แนวหน้า ปีที่ 10 ฉบับที่ 2675 วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2547 หน้า 5



Home | Beauty | Fashion | Health | Nutrition |Samunpai | Fitness |
Horoscop | Love | Star | Food | Tour | Question|Webboard | Link |



ติดต่อโฆษณา/Advertising
ได้ที่คุณนวพรรณ เมล์มาที่ naeko22@hotmail.com
ดูราคาได้ ที่นี่



Copyright (c) 2002-2003 Thaihealth.info .com All right reserved.
Contact us at Webmaster
Best view with IE4.0 and their higher version in 800x600 pixels

 "ผลลัพธ์ของคุณ คือหัวใจของเรา"

"สร้างรายได้จากที่บ้านเดือนละ 10,000 - 100,000 บาท ไช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว คุณก็ทำได้ !!!"

เกร็ดความรู้

สาเหตุผู้ป่วยโรคไตทรุด


สถานการณ์ผู้ป่วยโรคไตของคนไทยในปัจจุบัน ไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งมาจากการไม่ระมัดระวังในเรื่องการรับประทานอาหาร รวมทั้งไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการที่จะมาชี้แนะว่าอาหารประเภทใดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยที่กำลังล้างไต หรือเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการโรคไตเริ่มแรก นักกำหนดอาหารจึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น

ดร.ชนิดา ปโชติการ อาจารย์ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการของโรคไตเริ่มแรกและผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการล้างไต

ซึ่งความต้องการอาหารจะแตกต่างกันไปสุดแท้แต่อาการและร่างกายของแต่ละคน เช่น ในผู้ป่วยที่มีอาการโรคไตเริ่มแรก ควรลดอาหารที่มีโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ รวมทั้งผักและผลไม้ที่มีโปรตีนลง เพราะอาหารประเภทโปรตีนจะทำให้ "ไต" ต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ "ไต" เสื่อมเร็วขึ้น

สำหรับคนที่อยู่ระหว่างการฟอกเลือดหรือการล้างไตผ่านทางช่องท้อง จำเป็นที่จะต้องบริโภคอาหารประเภทโปรตีนให้มากขึ้น เพราะผู้ป่วยสูญเสียโปรตีนไปมากในระหว่างการฟอกเลือด หรือการล้างไต

นอกจากนั้น ผู้ป่วยที่กำลังล้างไตยังต้องระมัดระวังอาหารประเภทฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และโซเดียม อีกด้วย แต่นั้นจะต้องเป็นรายๆ ไป ซึ่งจะทราบได้จากผลการตรวจเลือดของแต่ละคนว่าควรงดการบริโภคสารอาหารประเภทใด

ดร.ชนิดา ยังมีความเห็นอีกว่า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ควรที่จะระมัดระวังการรับประทานอาหารและเลือกอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ ที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงนำไปสู่การเป็น "ไตวาย" เช่น ในคนเป็นโรคเบาหวานก็ควรที่จะต้องระมัดระวังการรับประทานอาหาร เพื่อไม่ให้อาการของโรคกำเริบ