เวปไซต์เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยเพื่อคนไทย "You are what you eat =
เวปไซต์เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย
กำจัดไขมัน 3-10 กิโล สะโพก ขา หน้าท้อง ตามหลักการแพทย์ ผอมถาวร!! ไม่ต้องใช้ยา!! เพื่อสุขภาพที่ดี
((ติดต่อโฆษณากับ Thaihealth.info คลิกอ่านรายละเอียดจากที่นี่ค่ะ ))
ปรับปรุงล่าสุด ! Thu, 8 December, 2005 9:17 PM ขณะนี้มีผู้

หน้าแรก

>> กรุณาคลิก <<
เพื่อสนับสนุนสปอนเซอร์

คิดว่าอยากเปลี่ยนตัวเองแล้วหรือยัง แก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่จะสาย เกินไป คลิกดูสิคะ!!!!

การทำ DETOX หรือการล้างพิษ ด้วยการสวนล้างลำไส้ ก็เป็นวิธีหนึ่งในธรรมชาติบำบัดที่มีมาแต่โบราณ และปัจจุบันยังเป็นที่นิยมทำกันมาก
สีปัสสาวะบอกโรค ปฏิกิริยาหรืออาการต่างๆ ที่ร่างกายแสดงออก เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้รู้ว่า ร่างกายกำลังเผชิญ


 

 

 


.

การนอนกับอาการปวดหลัง

การนอนเป็นท่าที่สบายที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่เรารู้สึกอ่อนเพลีย เมื่อยล้า คนเราใช้เวลาหนึ่งในสามของเวลาในแต่ละวันสำหรับการนอน แต่ในรายที่มีปัญหาด้านสุขภาพหรือคนขี้เกียจหลังยาว อาจใช้เวลานอนมากกว่านี้

ท่านอน ถือเป็นท่าที่หมอนรองกระดูกสันหลังรับแรงน้อยที่สุด ดังนั้นท่านอนจึงเป็นท่าพักผ่อนที่ดีที่สุด บางคนเมื่อศีรษะถึงหมอนก็หลับสบายจนถึงเช้า อาจไม่สนใจว่าตนเองจะนอนท่าไหน รู้ตัวอีกทีตื่นมาตอนเช้าพบว่าเกิดอาการปวดหลัง หรือหันหน้าซ้ายขวาไม่ได้เลย จนต้องรีบไปหาหมอ

ท่านอนของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป บางคนชอบนอนหงาย บางคนก็ชอบนอนตะแคง หรือบางท่านอาจชอบนอนคว่ำก็มี เราลองมาดูกันว่าท่านอนแต่ละท่านั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร และควรนอนในแต่ละท่าอย่างไรให้ถูกต้อง

- ท่านอนหงาย โดยมีหมอนหนุนใต้ข้อเข่า ให้ข้อสะโพกงอเล็กน้อย ท่านี้ถือว่าเป็นท่านอนที่เหมาะ หรือเป็นท่าที่ลดแรงกดของหลังได้ดี ส่วนที่ศีรษะควรมีหมอนเตี้ยๆ นุ่มๆ หนุนให้รู้สึกสบาย

- ท่านอนตะแคง เป็นท่าที่ดีอีกท่าหนึ่ง โดยเฉพาะหากได้งอเข่าข้างหนึ่ง และมีหมอนข้างกอดไว้ หรือจะงอเข่าทั้งสองข้างในท่าคู้ตัวก็ได้ สำหรับหมอนที่ใช้หนุนในท่านี้ควรมีความหนามากพอที่จะให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว หากใช้หมอนเตี้ยเกินไป ศีรษะจะเอียงลงหรือหาหมอนที่มีความสูงเท่าหรือใกล้เคียงกับระยะจากระดับด้านข้างของศีรษะไปถึงแนวระดับไหล่ เมื่อหนุนแล้ว จึงทำให้แนวของกระดูกสันหลังส่วนคออยู่ในแนวเดียวกับกระดูกสันหลังส่วนอกและส่วนเอว

- ท่านอนคว่ำ ถือว่าเป็นท่าที่ไม่ดี เพราะการนอนคว่ำนั้นจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากขึ้น นอกจากนี้ เวลาเรานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย

นอกจากเรื่องของท่านอนที่เป็นสาเหตุของอาการปวดหลังแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ อย่างหมอนหรือที่นอนก็มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพหลังของคนเราด้วยเช่นกัน

- หมอนที่ใช้หนุนคอ ถือว่ามีส่วนช่วยรองรับกระดูกสันหลังส่วนคอให้อยู่ในแนวโค้งที่ปกติ เพราะในขณะที่หลับ กล้ามเนื้อรอบๆ คอจะคลายตัว หากคออยู่ในท่าที่ไม่ดี ตื่นมาอาจปวดคอหรือคอแข็งได้ ดังนั้น หมอนที่ใช้ควรมีความนุ่มและขนาดพอดี โดยทั่วไปหมอนมาตรฐานควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนคอสั้นหรือคอยาว เพราะถ้าคุณเป็นคนคอยาวมากไป การใช้หมอนมาตรฐานก็จะทำให้ศีรษะอยู่ในท่าที่แหงนมากเกินไป

มีผู้ป่วยไม่น้อยที่มาพบแพทย์ด้วยเรื่องปวดต้นคอ หรือคอแข็งโดยไม่คิดว่าสาเหตุเกิดจากหมอนที่ตนเองใช้อยู่ แต่การที่จะบอกว่าหมอนแบบไหน หรือใบใดที่จะเหมาะกับใครนั้น เห็นทีจะยากสักหน่อย แต่ก็มีหลักง่ายๆ คือ เมื่อคุณหนุนหมอนใบนั้นแล้วรู้สึกสบายคอ หรือตื่นมาแล้วไม่มีอาการปวดเมื่อยต้นคอให้เป็นที่รำคาญใจ ก็ถือว่าเพียงพอ และไม่จำเป็นว่าต้องมีราคาแพงเสมอไปนะครับ หมอนราคาถูกๆ แต่เป็นขนาดที่เหมาะกับคุณ ก็จะสามารถรองรับศีรษะและกระดูกสันหลังส่วนคอให้กับคุณได้ดีทีเดียว

- ที่นอน สำหรับที่นอนที่ยัดด้วยนุ่น ที่คนไทยเราใช้กันอยู่นั้น เป็นที่นอนที่เหมาะอยู่แล้ว เพราะไม่แข็งหรือนุ่มจนเกินไป แต่สำหรับที่นอนฟองน้ำที่ใช้กับเตียงสปริง ถือว่าเป็นที่นอนที่ไม่เหมาะกับสุขภาพหลัง หรือสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เพราะมีความนุ่มหรืออ่อนตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ผิดปกติ

บางคนเข้าใจผิดว่า การนอนที่นอนแข็งๆ เช่น บนไม้กระดาน , เสื่อ , หรือนอนกับพื้น จะช่วยลดอาการปวดหลังได้ จริงๆ แล้วไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครับ ที่นอนที่ถูกควรมีลักษณะที่เรียกว่าแน่น หรือเป็นที่นอนที่ยัดนุ่น ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

เหล่านี้เป็นเพียงองค์ประกอบในการนอน ที่จะช่วยป้องกันและรักษาอาการปวดหลังแต่ถ้าหากสาเหตุการปวดหลังของคุณเกิดจากอุบัติเหตุหรือเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หรือแม้กระทั่งจากความเครียด คุณก็คงต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไปครับ

ที่มา

หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ปีที่ 55 ฉบับที่ 18852 วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2547 หน้า 27

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต




Home | Beauty | Fashion | Health | Nutrition |Samunpai | Fitness |
Horoscop | Love | Star | Food | Tour | Question|Webboard | Link |



ติดต่อโฆษณา/Advertising
ได้ที่คุณนวพรรณ เมล์มาที่ naeko22@hotmail.com
ดูราคาได้ ที่นี่



Copyright (c) 2002-2003 Thaihealth.info .com All right reserved.
Contact us at Webmaster
Best view with IE4.0 and their higher version in 800x600 pixels

 "ผลลัพธ์ของคุณ คือหัวใจของเรา"

"สร้างรายได้จากที่บ้านเดือนละ 10,000 - 100,000 บาท ไช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว คุณก็ทำได้ !!!"
เกร็ดความรู้

ระวัง ! ฟังเพลงเสียงดัง ทำปอดแย่

ระวัง!!!ฟังเพลงเสียงดัง...ทำปอดแย่

ใครชอบฟังเพลงเสียงดัง โปรดขยับมาเข้ามาใกล้ๆ ค่ะ เรามีรายงานจาก ดร. จอห์น ฮาร์วีย์ โรงพยาบาลเซาท์มีดในบริสบอล ประเทศอังกฤษมาฝาก ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ได้กล่าวว่า อาการปอดล้มเหลวที่เรียกว่า อาการนูโมโทแรกซ์ อาจจะมีสาเหตุใหญ่มาจากการฟังเพลงที่มีเสียงดังๆ ได้ หลังจากพบว่าคนไข้ชายสี่รายเกิดอาการดังกล่าวขึ้น หลังจากอยู่ในคอนเสิร์ต หรือเปิดเพลงฟังในรถส่วนตัวที่มีการติดตั้งเบสเพิ่มกำลังสูงขึ้นเป็น 1,000 วัตต์ ดร. จอห์น สันนิษฐานว่า เสียงดังสนั่นหวั่นไหวนั้นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยแยกในปอด เพราะอากาศและเนื้อเยื่อในปอดจะตอบสนอต่อปฏิกิริยาทางเสียงแตกต่างกัน อาการดังกล่าวส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และชีวิตของผู้ป่วยก็จะตกอยู่ในอันตราย ตามปกติแล้วความเสี่ยงที่จะมีอาการปอดล้มเหลวมักจะมีสาเหตุจาการสูบบุหรี่หรืออาการเจ็บป่วยที่ทำให้ผู้ป่วยอ่อนแอลง การเป็นโรคเกี่ยวกับปอดอย่างเรื้อรัง หรือการใช้ยาหรือสารที่มีฤทธิ์ระงับความตื่นตัวและยากดประสาท เช่น ยานอนหลับ บาบิทูเรต ยาสลบ หรือแอลกอฮอล์ แต่จากรายงานใหม่นี้คงต้องเพิ่มปัจจัยเสี่ยงเรื่องเสียงเพลงดังๆ เข้าไปด้วย เฮ้อ...เพลงน่ะ ถ้าฟังระดับเสียงพอประมาณก็ช่วยให้จิตใจและร่างกายของเราผ่อนคลาย ตัวอย่างก็มีจากดนตรีคลาสสิก หรือดนตรีประกอบเสียงธรรมชาติ เช่น น้ำไหล ลมพัด เสียงนก เหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นดนตรีบำบัดได้ แต่ถ้าเป็นเพลงที่มีจังหวะร้อนแรงและเปิดจนเสียงดังมากเกินไป ก็เป็นอันตรายอย่างในกรณีนี้ละค่ะ

ที่มา : ชีวจิต ปีที่ 7 ฉบับที่ 146 (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2547) หน้า 14